ย้อนตำนาน"หลวงปู่เปลว กตปญฺโญ" เกจิวัดเจ็ดลูกเนิน/หลานปู่เผือก วัดกิ่งแก้ว สืบสานตำนานสักยันต์"อ.เที่ยง น่วมมานา"
- อ.อนุชา ทรงศิริ

- 5 ก.ค.
- ยาว 1 นาที
ย้อนตำนาน"หลวงปู่เปลว กตปญฺโญ"
เกจิวัดเจ็ดลูกเนิน/หลานปู่เผือก วัดกิ่งแก้ว
สืบสานตำนานสักยันต์"อ.เที่ยง น่วมมานา"
ทีมข่าวหนังสือพิมพ์คัมภีร์นิวส์ร่วมย้อนตำนานชีวิต พระครูมงคลธรรมวาที "หลวงปู่เปลว กตปุญโญ" อดีตเจ้าอาวาสวัดเจ็ดลูกเนิน ต.ชากบก อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ซึ่งละสังขารอย่างสงบที่โรงพยาบาลระยอง เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 12 มิ.ย. 2569 สิริอายุ 86 ปี 66 พรรษา
พระเกจิวิทยาคมเข้มขลังชื่อดังภาคตะวันออก หลานแท้ๆของหลวงปู่เผือก วัดกิ่งแก้ว พระเกจิยุคพุทธกาลที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาก ศิษย์สืบสายพุทธาคมหลวงพวง วัดในสองวิหาร,หลวงพ่อน้อม วัดแพรกษา จ.สมุทรปราการ (ศิษย์หลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย) หลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ และอาจารย์เที่ยง น่วมมานา ฆราวาสขมังเวทย์
ท่านนามเดิมว่า "จรูญ" นามสกุล "แสงทอง" เกิดเมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2483 ที่บ้านคลองหนองบอน จ.สมุทรปราการ บิดาชื่อ"นายทิพย์" มารดาชื่อ "นางแจ๋ว" เป็นบุตรคนที่5 ในจำนวนพี่น้อง 6คน วัยเยาว์หลวงปู่เผือก วัดกิ่งแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เป็นผู้มัดจุกให้ เนื่องจากเป็นหลานแท้ๆและทำนายไว้ว่าท่านจะเป็นศิษย์ของพระพุทธเจ้า เมื่ออายุ9ขวบบิดาเสียชีวิต มารดาย้ายมาอยู่แถบวัดในสองวิหาร จ.สมุทรปราการ ท่านได้ศึกษาเล่าเรียนอาศัยอยู่ที่วัดในสองวิหาร โดยมีหลวงพ่อพวงเป็นผู้ดูแล เมื่ออายุ 13 ปีจึงบวชเณรเรียนธรรมะกับหลวงพ่อพวงแล้วสึกออกมารับจ้างทำไร่กับเพื่อนโดยไม่ได้แต่งงานมีครอบครัว
อายุ 20 ปีอุปสมบทที่วัดด่านสำโรง จ.สมุทรปราการ เมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2503 มีพระสมุทรเมธาจารย์ (หลวงพ่อแจ่ม) เป็นพระอุปัชฌาย์ แล้วจำพรรษาเรียนวิชาอาคมกับหลวงพ่อพวงที่วัดในสองวิหาร ต่อมาออกเดินธุดงค์ศึกษาโดยมี กลด ขวานตอกกลด กาน้ำร้อน พกติดตัวเพียงเท่านี้ ระหว่างธุดงค์ท่านไม่สวมรองเท้า เมื่อมีชาวบ้านนำมาถวายท่านก็ใส่เพื่อฉลองศรัทธา สุดท้ายก็นำมาแขวนไว้แล้วเดินเท้าเปล่า โดยท่องกรรมฐานทุกครั้งที่ก้าวเดิน แม้เดินไปในป่าลึกคนเดียวผ่านดงยาสั่งละแวกพนมสารคาม หัวกระสังข์ บ้านโพธิ์ ก็ไม่ได้มีความหวาดกลัวอะไร เพราะมีคาถาของดีของหลวงปู่เผือก คาถาปู่เที่ยง ภาวนาช่วยปกป้อง
ท่านเดินธุดงค์ไปทั่วทุกภาค เมื่อมาที่จังหวัดชลบุรีได้ขอเรียนวิชาจากหลวงพ่อหลิมหรือ"ก๋งหลิม พรฺหมฺโชโต" วัดน้อย อ.เมือง ซึ่งท่านขอขึ้นครูเรียนขอมเพียงไม่กี่ตัวเท่านั้นก็สามารถนำมาเรียงร้อยเป็นคาถาธรรมได้ ปี 2507 ย้ายไปอยู่วัดแพรกษา จ.สมุทรปราการเรียนวิทยาคมกับ"หลวงพ่อน้อม" ศิษย์หลวงพ่อปาน วัดมงคลโคธาวาส (บางเหี้ย) จ.สมุทรปราการ ซึ่งสำเร็จวิชากรรมฐานทำผงลบผงอิทธิเจและคาถาด้านค้าขาย รวมถึงวิชาเสือเผ่น เป็นวิชาคงกระพันชาตรีตามตำราหลวงพ่อปาน
นอกจากนี้ ไปเรียนวิชาทำปลัดขิกของหลวงปู่อี๋ วัดสัตหีบ จ.ชลบุรี และหลวงปู่เหลือ วัดสาวชะโงก จ.ฉะเชิงเทรา อีกทั้งเรียนวิปัสสนากัมมัฏฐานกับหลวงพ่อชื่น วัดมาบข่า จ.ระยอง รวมทั้งสืบทอดวิชาจาก "อาจารย์เที่ยง น่วมมานา" หนึ่งในฆราวาสจอมขมังเวทย์แห่งตรอกวัดทอง(วัดสุวรรณาราม) บางกอกน้อย ปรมาจารย์ดังด้านสักยันต์ทั้งสายเหนียวสายเมตตาที่โด่งดังที่สุดในประเทศก็ว่าได้ โดยหลวงปู่เปลวฝากตัวเป็นศิษย์เมื่อปีพ.ศ.2504 สมัยอยู่วัดในสองวิหาร
ท่านเรียนวิชาอยู่กับอาจารย์เที่ยง ถึง 12 ปีถือว่าเป็นพระที่สนิทสนมและรู้ประวัติอาจารย์เที่ยงเป็นอย่างดี หลังจากเรียนวิชาอักขระยันต์จนสำเร็จ อาจารย์ที่ยง เห็นสมควรยกให้ท่านเป็นอาจารย์สักยันต์จึงมอบเข็มสักให้ แต่ท่านไม่ชอบการสัก และอีกมุมหนึ่งถือว่าตนเองเป็นพระกลัวว่าจะไม่สมควรจึงมิได้รับเข็มสักเอาไว้ นอกจากเรียนวิชา อักขระสักยันต์แล้ว อาจารย์เที่ยงได้ลงฝีเข็มสักให้ด้วย โดยเริ่มต้นสักครั้งแรกเป็นบีวคู่หรือบัวแก้วบัวขวัญ ต่อมาเป็นหนุมาน หงส์คู่ หมูทองแดง ลิงลม นารายณ์ทรงครุฑและยันต์ประจำปู่เที่ยงหรือบ้านมีดี
วัตถุมงคลที่สร้างชื่อเสียงให้หลวงพ่อเปลว อาทิ ปลัดขิกที่มีเรื่องเล่าขานว่า ปลุกเสกจนกระโดดออกจากบาตรได้ มีพระลูกวัดเห็นต่อหน้าต่อตา และยังมีเสือแกะ พระขุนแผน รวมทั้งวัตถุมงคลที่ท่านสร้างไว้เพื่อแจกงานบุญต่างๆของวัดเจ็ดลูกเนิน
ก่อนมรณภาพหลวงปู่เปลวถือเป็นพระเกจิอาจารย์สายบ้านค่ายรูปหนึ่งที่ได้รับนิมนต์ร่วมพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลทั้งในเขตจังหวัดระยองและต่างจังหวัดทั่วประเทศ วัตถุมงคลที่โด่งดังมีมากมาย เช่น ปลัดขิก ที่มีเรื่องเล่าขานว่าปลุกเสกจนกระโดดออกจากบาตรได้ มีพระลูกวัดเห็นต่อหน้าต่อตา และยังมีเหรียญรุ่นต่างๆ,เสือแกะ, พระขุนแผน ฯลฯ



ความคิดเห็น