ย้อนรอยเกจิดัง "หลวงปู่กี๋"เกจิดังวัดหูช้าง นนทบุรี ศิษย์หลวงปู่อี๋-สายวิชาวัดประดู่ทรงธรรม 1ใน4ปลัดขิกยอดนิยม“เหลือ-อี๋-กี๋-ฟัก”

ย้อนรอยเกจิดัง
"หลวงปู่กี๋"เกจิดังวัดหูช้าง นนทบุรี
ศิษย์หลวงปู่อี๋-สายวิชาวัดประดู่ทรงธรรม
1ใน4ปลัดขิกยอดนิยม“เหลือ-อี๋-กี๋-ฟัก”
วัดหูช้างเป็นวัดเก่าแก่โบราณวัดหนึ่ง ตั้งอยู่ที่ต.คูเวียง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี จากหลักฐานที่ยังคงหลงเหลืออยู่ เช่น วิหาร เจดีย์ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นราวสมัยกรุงศรีอยุธยา อดีตเจ้าอาวาสที่มีชื่อเสียงโด่งดัง คือ พระครูกิตตินนทคุณ หรือ“หลวงพ่อกี๋”พระเกจิอาจารย์ที่เชี่ยวชาญและเก่งกล้าทางด้านคาถาอาคม การรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ผีเข้าหรือถูกคุณไสยต่าง ๆ โดยหลวงปู่กี๋ ท่านเป็นศิษย์ของหลวงปู้อี๋ วัดสัตหีบ หลวงปู่แดง วัดตะเคียน หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค,เจ้าคุณโพธิ์ วัดชัยพฤกษ์มาลา และศิษย์ก๋งจาบ แห่งสำนักวัดประดู่ทรงธรรม อยุธยา
ท่านเกิดในสกุล “บุญใจใหญ่” เมื่อปี พ.ศ.2444 ส่วนวันที่เกิดไม่ทราบหลักฐานแน่ชัด บิดาชื่อ “นายคอย” มารดาชื่อ “นางไฝ” มีเชื้อสายตระกูล “รัตนชื่น” มีพี่น้องร่วมท้อง 13 คน ครอบครัวเป็นชาวจังหวัดนนทบุรี บิดาเป็นหมอยาโบราณ ต้นตระกูลของท่านทุกคนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเป็นหมอรักษาโรค ชีวิตวัยเยาว์ให้ความสนใจและศึกษาตำราการทำน้ำมนต์รักษาโรคต่างๆ โดยศึกษาจากโยมปู่ซึ่งเก่งทางด้านการทำน้ำมนต์รักษาโรค ชาวบ้านขนานนามท่านว่า“หมอบุญเทวดา”
เมื่ออายุ 20 ปีเข้าอุปสมบทและจำพรรษาที่วัดหูช้าง หลังจาก 2 พรรษาผ่านไปได้ออกธุดงค์ไปตามป่าเขาแสวงหาความสงบวิเวก ฝึกวิปัสสนากรรมฐาน บำเพ็ญภาวนา จนกระทั่งพบกับหลวงปู่อี๋ วัดสัตหีบ จ.ชลบุรี เกจิดังเจ้าของ”ปลัดขิก”อันลือชื่อที่เล่าขานกันว่าสามารถวิ่งทวนน้ำได้ จคงขอเป็นศิษย์รับการถ่ายทอดวิชาอาคมต่างๆให้ โดยเฉพาะเคล็ดลับการสร้างปลัดขิก ซึ่งภายหลังท่านได้จัดสร้างขึ้นตามตำรับผู้เป็นอาจารย์จนโด่งดังด้วยประสบการณ์มากมายเช่นกัน
หลวงปู่กี๋เป็นพระเกจิที่สืบทอดวิชาสายวัดประดู่ทรงธรรม สำนักตักศิลาแห่งกรุงเก่า โดยเรียนวิชามาจาก “ก๋งจาบ” ฆราวาสขมังเวทย์ สำหรับศิษย์ร่วมสำนักที่มีความสนิทสนมกัน และมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันมี 2 ท่านคือ หลวงปู่เทียม วัดกษัตราธิราช และหลวงปู่แทน วัดธรรมเสน ราชบุรี
พระเครื่องของหลวงปู่กี๋ทุกรุ่นมีประสบการณ์ดีทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็น คงกระพัน เมตตา แคล้วคลาด โดยเฉพาะปลัดขิกของท่านเป็นปลัดขิกยอดนิยม 1 ใน 4 คณาจารย์ “เหลือ-อี๋-กี๋-ฟัก” หมายถึง หลวงพ่อเหลือ วัดสาวชะโงก,หลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ,หลวงพ่อกี๋ วัดหูช้าง และหลวงพ่อฟัก วัดนิคมประชาสรรค์
ปลัดขิกหรือ "พ่อเจ้าประคุณ" ของหลวงปู่กี๋นั้นโดดเด่นทางเมตตามหานิยมและค้าขายอย่างมาก รวมไปถึงเรื่องแคล้วคลาด คงกระพันชาตรี เดินทางขึ้นเหนือล่องใต้ปลอดภัย พกไว้ข้างกาย เวลาพักแรมที่ไหนให้อาราธนาและระลึกถึงท่านจะเป็นที่รักใคร่เอ็นดูแก่ผู้ที่พบเห็นและเป็นที่รักแก่ท่านเจ้าที่เจ้าทาง เนื่องด้วยท่านลง “นะระกะรัง” คือหัวใจเจ้าที่ไว้ด้วย
สำหรับคาถาที่ไว้อาราธนาหรือท่องกำกับปลัดขิกของท่านนั้นมีดังนี้ “มะอะอุ นะระการัง จะภะกะสะ จิตตังปุริโส จิตตังภะคินิเม เอหิ จิเจรุนิ เอหิ มนูญยัง จิตติจิตตัง ปิยังมะมะ นะมะพะทะ” ซึ่งก็คืออักขระเลขยันต์ที่ท่านได้ลงไว้ที่ตัวปลัดขิกนั่นเอง
ในกระบวนการสร้างวัตถุมงคลของท่านที่สร้างไว้แต่ละชนิด ส่วนมากนั้นท่านจะแจกฟรี มีเพียงวัตถุมงคลชนิดเดียวที่ต้องทำบุญก็คือ “ปลัดขิก” เคยมีลูกศิษย์ใกล้ชิดถามว่า "เหตุใดหลวงปู่ถึงไม่แจกปลัดขิกเหมือนวัตถุมงคลชนิดอื่นๆ” ท่านเมตตาตอบกับลูกศิษย์ว่า “ของของฉันดี ไม่ได้สร้างกันง่ายๆนะ บูชาไปแล้ว ก็เก็บไว้ให้ดีล่ะ"
“ปลัดขิกของข้าสร้างโบสถ์ได้” คือคำพูดที่ท่านมักพูดให้ลูกศิษย์ลูกหาท่านรวมไปจนถึงญาติโยมที่มาทำบุญที่วัดฟังเสมอ โดยมีเรื่องเล่าที่หลวงพ่อกี๋ได้พูดติดตลกให้หลวงพ่อองค์หนึ่งซึ่งเคยไปกราบฟังว่า "ถ้าอาตมาไม่กลัวชาวบ้านญาติโยมเค้าด่า ก็ว่าจะปั้นรูปพ่อเจ้าประคุณ(หมายถึงปลัดขิกของท่าน) ไว้ที่หน้าบันโบสถ์ แล้วท่านก็หัวเราะชอบใจ" นั้นก็ถือว่าเป็นเครื่องการันตีว่า ปลัดขิกของท่านนั้นสร้างโบถ์ได้จริง ๆ
เหรียญหลวงพ่อกี๋นั้นมีหลายรุ่น เหรียญรุ่นแรกเนื้อทองแดง เป็นเหรียญที่หลวงพ่อดำริให้สร้างขึ้นมาเพื่อให้บูชาในงานยกช่อฟ้าพระอุโบสถ ปี 2513 จำนวนการสร้าง เนื้อทองคำ 15 เหรียญ เนื้อเงิน 109 เหรียญ เนื้อนวโลหะ 109 เหรียญ เนื้อทองแดง 5,000 เหรียญ (นักสะสมสายนี้บางท่านระบุว่าเป็นรุ่น2 “บล็อกหัวโต”) ผู้แกะบล็อกแม่พิมพ์คือ “นายช่างเกษม มงคลเจริญ” ยอดฝีมือในยุคนั้น (นักสะสมสายนี้บางท่านบอกว่าเป็นรุ่น2 “บล็อกหัวโต”) เหรียญรุ่น 2 รุ่นผูกพัทธสีมา ปี2513 เหรียญรุ่น 3 ฉลองตราตั้งพัดยศปี 2515 เหรียญรุ่น4 ปี 2517 ฉลองอายุ 73 ปี เหรียญรุ่น 5 รุ่น “หน้าดุลายกนก” ปี2519
เหรียญรุ่น 6 รุ่น สามอาจารย์ ปี 2519 (จวน-แจ่ม-กี๋) พระอุปัชฌาย์จวน จันทภิกขุ เป็นเจ้าอาวาสถึงประมาณ ปี พ.ศ. 2485 ท่านเป็นพระยุคเดียวกับ หลวงพ่อแดง วัดตะเคียน และหลวงพ่อนก วัดโบสถ์บน เป็นสหธรรมิกกับหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค ซึ่งเคยมาหล่อพระประธานในโบสถ์วัดหูช้าง เพราะพระประธานในโบสถ์มีพระนามว่า “พระพุทธนิมิตกิจจานุการ” หลวงพ่อจวนเป็นพระฝาแฝดกับหลวงพ่อแจ่ม ชาวบ้านเรียกว่า "หลวงพ่อใหญ่-หลวงพ่อเล็ก” ส่วน หลวงพ่อแจ่ม คังฆโชติ เป็นเจ้าอาวาสก่อนหลวงพ่อกี๋ เหรียญรุ่น7 ออกวัดปางอโศก โคราช ปี 2521
รูปหล่อโบราณรุ่นแรก หรือที่คุ้นหูกันในชื่อ "รุ่นเสาเข็ม" จัดว่าหายากถึงยากมาก ๆ สร้างขึ้นราวปีพ.ศ.2500 และแจกเรื่อยมาจนถึงปีพ.ศ.2512 ว่ากันว่าสร้างแค่ 500 องค์ สาเหตุที่เรียกว่า “รุ่นเสาเข็ม”นั้นก็เพราะว่าในสมัยก่อนหลวงพ่อท่านจะแจกรูปหล่อรุ่นนี้ให้กับคนที่มาช่วยแบกเสาเข็มโบสถ์และอีกจำนวนหนึ่งแจกให้ผู้บริจาคเงินสร้างโบสถ์ของวัดหูช้าง เหตุนี้ลูกศิษย์ลูกหาในยุคนั้นจึงขนานนามรูปหล่อรุ่นนี้ว่า"รุ่นเสาเข็ม"เรื่อยมา
พระสมเด็จหลังยันต์เฑาะว์อุมะอะ สร้างปี 2506 มีหลายพิมพ์ อาทิ พิมพ์ใหญ่ พิมพ์ฐานแซม, พิมพ์ปรกโพธิ์ มวลสารพระสมเด็จวัดระฆังและบางขุนพรหมที่ชำรุดแตกหักจำนวนมาก นำเข้าปลุกเสกพิธีเดียวกับวัดประสาทบุญญาวาส สามเสน กทม. ซึ่งเป็นพิธีใหญ่ในยุคนั้น โดยหลวงพ่อกี๋นั่งปรกอธิษฐานจิตร่วมกับพระเกจิอาจารย์ระดับตำนานรวม 108 รูป
ในพิธีวัดประสาทฯนี้ ตะกรุดของหลวงพ่อกี๋ที่นำไปหลอมในเบ้าเพื่อหล่อพระ ปรากฏว่าไม่หลอมละลายสร้างความฮือฮาอย่างมาก
หลวงพ่อกี๋ท่านมรณภาพลงเมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 2522 สิริอายุได้ 78 ปี ชื่อเสียงและเกียรติคุณของท่านยังเป็นที่กล่าวขานกันสืบ เช่นเดียวกับพระเครื่องทุกอย่างที่ยังคงเข้มขลังด้วยพุทธคุณและเป็นที่ต้องการของบรรดานักสะสม”สายแคล้วคลาด” ทั้งหลาย
แม้หลวงปู่กี๋มรณภาพไปกว่า 40 ปีแล้ว แต่ชื่อเสียงและวัตถุมงคลยังเป็นที่กล่าวขานไม่รู้จบ โดยศิษย์เอกทายาทพุทธาคมที่เหลืออยู่เพียงรูปเดียวและมีศักดิ์เป็นหลานของท่านคือ พระครูสุวรรณโชติวุฒิ หรือ “หลวงปู่ตี๋” เจ้าอาวาสวัดหูช้างรูปปัจจุบัน โดยท่านได้รับการถ่ายทอดวิชาอาคมจากหลวงปู่กี๋มาหมดสิ้น ว่ากันว่า การเขียนยันต์ของหลวงพ่อตี๋นั้น หลวงพ่อกี๋เป็นคนจับมือหลวงพ่อตี๋เขียนกันเลยทีเดียว




ความคิดเห็น