top of page
ค้นหา

คอลัมน์"ย้อนรอยเกจิดัง" ประจำวันอาทิตย์ที่ 2 เม.ย. 2566 เกจินักบุญอีสานใต้ “หลวงปู่เจียม”

  • รูปภาพนักเขียน: อ.อนุชา ทรงศิริ
    อ.อนุชา ทรงศิริ
  • 2 เม.ย. 2566
  • ยาว 2 นาที

คอลัมน์"ย้อนรอยเกจิดัง"

ประจำวันอาทิตย์ที่ 2 เม.ย. 2566

เกจินักบุญอีสานใต้...สายพุทธาคมเขมร

“หลวงปู่เจียม”วัดอินทราสุการาม สุรินทร์

”ตะกรุด”แคล้วคลาด-เมตตามหานิยม

อาจารย์หลวงปู่จันทร์ วัดนาเลิง อุบลฯ

ย้อนรอยเกจิ"อาทิตย์นี้ขอนำเสนอประวัติ

หนึ่งในพระดีเกจิดังแห่งอีสานใต้ ไหลวงปู่เจียม อติสโย” (พระครูอุดมวรเวท) อดีตเจ้าอาวาสวัดอินทราสุการาม (วัดหนองยาว) ต.กระเทียม อ.สังขะ จ.สุรินทร์ เป็นยอดเกจิอาจารย์แห่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือองค์หนึ่ง เป็นนักบุญแห่งอีสานใต้ผู้เข้มขลังทางพระเวทย์ มีตบะสมาธิ และมีวิถีญานอันแกร่งกล้าจนเป็นที่กล่าวขานยกย่องยอมรับในหมู่ทหารหาญที่ปฎิบัติราชการตามแนวประเทศไทย-กัมพูชา ตลอดทั้งบรรดาศิษยานุศิษย์ ญาติโยมที่รู้จักทั่วไป

ชาติภูมิท่านเป็นชาวเขมรโดยกำเนิด เกิดเมื่อวันจันทร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ.2454 (ขึ้น 13 ค่ำ เดือน 2 ปีกุน) ที่บ้านดองรุน ต.ประเตียเนียง อ.มงคลบุรี จ.พระตะบอง ประเทศกัมพูชา ชื่อเดิมว่า “เจียม นวนสวัสดิ์ (เดือมดำ)” มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน 4 คน เป็นชาย 3 คน หญิง 1 คน ท่านเป็นบุตรคนโตเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนประชาบาล อ.มงคลบุรี จ.พระตะบอง ศึกษาภาษาเขมรและภาษาฝรั่งเศส ตามหลักสูตรที่รัฐบาลกัมพูชากำหนดไว้

จากนั้นได้สอบเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนในจังหวัดพระตะบอง แต่เรียนได้เพียง 3 เดือนก็ลาออก เนื่องจากฐานะทางบ้านยากจน และได้รับผลกระทบจากสภาวะสงครามภายในประเทศ หลังจากนั้น ได้ประกอบอาชีพทำนาและค้าขาย เช่น ค้าข้าว ค้าวัว รวมทั้งเป็นช่างไม้ กระทั่งอายุ 26 ปีได้สมรสกับหญิงสาวในหมู่บ้านเดียวกัน มีบุตรธิดารวม 4 คน

เนื่องจากขณะนั้นประเทศกัมพูชาตกอยู่ภายใต้การยึดครองของประเทศฝรั่งเศส ท่านเป็นคนหนึ่งที่มีความรักชาติรักแผ่นดิน ต้องการให้ประเทศชาติเป็นเอกราช จึงร่วมมือกับกลุ่มชาวเขมรที่รักชาติ จัดตั้งกองกำลังเขมรเสรีเพื่อกอบกู้ประเทศชาติ โดยสู้รบกับทหารฝรั่งเศสอยู่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา และต่อมาถูกปราบปรามอย่างหนักจนต้องหลบหนีเข้ามายังเขตประเทศไทย โดยหวังว่าจะรวมตัวกันกลับเข้าไปต่อสู้เพื่อกอบกู้เอกราชอีกครั้ง

ต่อมาในปีพ.ศ.2485 จึงตัดสินใจอพยพครอบครัวมุ่งหน้าเข้าสู่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สุรินทร์ โดยเดินทางมากับพระสงฆ์ชาวเขมรชื่อ “พระครูดี” ใช้วิธีเดินทางรอนแรมมาเรื่อยๆ ค่ำไหนก็พักนอนที่นั่น แล้วออกตระเวนรับจ้างชาวบ้านในพื้นที่อำเภอสังขะหาเลี้ยงชีพไปตามอัตภาพ จนในที่สุดได้แวะพักที่วัดทักษิณวารี (วัดทักษิณวารีสิริสุข) บ้านลำดวน ต.ลำดวน อ.ลำดวน จ.สุรินทร์ พร้อมทั้งได้ฝากตัวเป็นลูกศิษย์”หลวงพ่อวาง ธมฺมโชโต” เกจิดังเรืองวิทยาคม โดยปฏิบัติรับใช้อย่างดีทำให้บรรดาโยมอุปัฏฐากของหลวงพ่อวางเกิดความรักความศรัทธาขอเป็นเจ้าภาพอุปสมบทให้ ขณะที่ท่านมีอายุ 47 ปี ตรงกับวันที่ 14 ก.พ..2501 ณ วัดทักษิณวารี โดยมีหลวงพ่อวาง เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายานามว่า "อติสโย"

ท่านได้อยู่จำพรรษาเพื่อศึกษาพระธรรมวินัย ฝึกวิปัสสนากัมมัฏฐาน เรียนภาษาไทย รวมทั้งฝากตัวเป็นศิษย์ปรนนิบัติรับใช้ และขอรับการถ่ายทอดวิทยาคมต่างๆจากหลวงพ่อวาง อาทิ การเสกน้ำมนต์ เขียนแผ่นทอง ฯลฯ โดยแต่ละพรรษาได้มีโอกาสแวะเวียนไปนมัสการ”หลวงพ่อเปราะ พุทธโชติ” วัดสุวรรณรัตนโพธิวนาราม อ.ลำดวน พระเกจิชื่อดังเพื่อปรนนิบัติรับใช้และเรียนวิทยาคม อาทิ การเขียนอักขระลงแผ่นทอง, การทำตะกรุด, วิชาเสริมสิริมงคล และอีกหลายอย่าง เพื่อนำความรู้มาช่วยปัดเป่าบรรเทาทุกข์ภัยให้ชาวบ้านในจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งมีผู้เจ็บป่วยด้วยไสยศาสตร์มนต์ดำเป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้ ท่านยังออกธุดงค์ไปตามถ้ำและป่าเขาอย่างต่อเนื่องในเขตพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และชายแดนประเทศลาว โดยยึดป่าเขาเป็นสถานศึกษา ในระหว่างเดินธุดงค์ ได้พบได้สนทนาธรรมและเรียนรู้วิธีการปฏิบัติสมาธิภาวนาจากพระอาจารย์หลายท่าน เป็นเวลานานถึง 13 ปี แล้วจึงกลับมาเข้าพรรษาที่วัดทักษิณวารี

หลังกลับจากธุดงค์แล้ว เมื่อวันที่ 27 เม.ย. 2513 กลุ่มชาวบ้านหนองยาง ได้นิมนต์หลวงปู่เจียม ให้ไปสร้างสำนักสงฆ์ในพื้นที่บ้านหนองยาว ถนนโชคชัย-เดชอุดม ต.กระเทียม อ.สังขะ จ.สุรินทร์ เริ่มต้นด้วยการสร้างกุฏิเล็กๆสำหรับการปฏิบัติธรรม โดยหลวงปู่เจียมอยู่จำพรรษาที่สำนักสงฆ์แห่งนี้ตลอดมา จนกระทั่งได้รับการยกฐานะขึ้นเป็น "วัดอินทราสุการาม" หรือที่เรียกกันว่า”วัดหนองยาว” ขณะเดียวกัน ท่านก็เผยแผ่พระพุทธศาสนา คอยเทศน์อบรมบรรยายธรรมให้แก่ชาวบ้านหมั่นรักษาศีล และปฏิบัติธรรม

นอกจากมีชื่อเสียงในด้านวิปัสสนากัมมัฏฐานและวิทยาคมแล้ว ท่านยังเป็นพระนักพัฒนา ได้ช่วยสร้างวัดที่อำเภอบัวเชด จ.สุรินทร์ 2 แห่ง สร้างสถานีอนามัยที่บ้านหนองยาว มอบครุภัณฑ์ให้โรงพยาบาลสุรินทร์ สร้างศาลาประชาคม 61 แห่ง รวมทั้งสาธารณประโยชน์อื่นๆ อีกมากมาย ปีพ.ศ.2527 หลวงปู่เจียมได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตร ในราชทินนามที่ "พระครูอุดมวรเวท"

หลวงปู่เจียมท่านมีความเป็นอยู่อย่างสมถะ เรียบง่าย มีจริยาวัตรที่งดงาม เคร่งครัดในธรรมวินัย มีญาณที่แก่กล้า มีลูกศิษย์ทุกระดับชั้นตั้งแต่ชาวบ้านธรรม ทหาร ตำรวจ พ่อค้า ข้าราชการ เจ้านายระดับสูง ใครที่มากราบไหว้ท่านก็จะมอบวัตถุมงคลให้เป็นการส่งเสริมมงคลให้สูงยิ่งขึ้น เป็นมหานิยม โชคลาภ แคล้วคลาดหรือสะเดาะเคราะห์ ตัดเคราะห์ให้เบาลงไป

ย่างเข้าสู่วัยชรา หลวงปู่เจียมเริ่มมีอาการเหน็ดเหนื่อย สายตาพร่ามัว ประสาทหูฟังไม่ค่อยชัด คณะศิษย์ได้นำตัวเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลอยู่เป็นประจำ ครั้นเมื่อออกจากโรงพยาบาล ท่านยังต้องรับกิจนิมนต์จากชาวบ้านที่เลื่อมใสศรัทธา เพื่อคอยปัดเป่าทุกข์บำรุงสุขไม่เว้นแต่ละวัน บ้างต้องไปนั่งประพรมน้ำมนต์ เป่ากระหม่อมให้ศิษย์สม่ำเสมอ

กระทั่งเวลา 16.59 น ของวันศุกร์ที่ 1 ก.ย. 2549 หลวงปู่เจียมได้มรณภาพลงอย่างสงบ ภายในกุฏิวัดอินทราสุการาม หลังเข้ารับการรักษาตัวด้วยอาการอาพาธจากโรคไตมาเป็นเวลานาน ประกอบกับวัยที่ชราภาพมาก สิริอายุ 96 พรรษา 47 ปรากฏว่าสรีระสังขารของท่านไม่เน่าเปื่อยบรรจุอยู่ในโลงแก้วให้ประชาชนได้มากราบไหว้มาถึงปัจจุบันนี้

ช่วงที่หลวงปู่เจียมธุดงค์ไปแถบจ.จันทบุรี จ.ฉะเชิงเทรา และจ.สมุทรปราการ ได้ไปพบกับเกจิอาจารย์ เช่น หลวงพ่อคง วัดวังสรรพรส ที่อำเภอขลุง หลวงพ่อจาด วัดบางกะเบา หลวงพ่อเหลือ วัดสาวชะโงก ฯลฯ ซึ่งทุกท่านได้สร้างตะกรุดให้ญาติโยมไว้บูชา ต่อมาหลวงปู่ไปธุดงค์แถบจังหวัดอุบลราช ธานีจะมีญาติโยมมากราบและขอวัตถุมงคล ท่านจึงจารแผ่นทองแดงถักด้ายขาวล้อมรอบตะกรุดมอบให้แก่ญาติโยมที่มาทำบุญ ต่อมามีผู้นำสายร่มมาถวาย ท่านจึงปรับเปลี่ยนมาร้อยด้วยสายร่มแทน

หลวงปู่เจียมสร้างวัตถุมงคลขึ้นครั้งแรกเป็น "ตะกรุดโทน" ลักษณะม้วนแผ่นทองสอดสายยางร้อยกับสายร่ม และผูกห้อยพระแก้วมรกต และเหรียญรูปเหมือน เป็นต้น ปรากฏว่าผู้ที่มีวัตถุมงคลหลวงปู่เจียมไว้ในครอบครอง มีประสบการณ์ปาฏิหาริย์นานัปการ ทำให้มีศรัทธาชนแห่แหนไปร่วมทำบุญกันอย่างเนืองแน่น โดยมีชาวบ้านบางส่วนนิยมนำยานพาหนะส่วนตัว ตลอดทั้งรถยนต์โดยสารในท้องถิ่นสุรินทร์ หรือต่างจังหวัด ผูกห้อยตะกรุดโทนของหลวงปู่เจียมไว้เพื่อความเป็นสิริมงคล

ขณะเดียวกัน แต่ละวันจะมีผู้คนทั่วทุกสารทิศหลั่งไหลไปกราบขอให้ท่านเสริมสิริมงคล ถอดถอนคุณไสย ด้วยการอาบน้ำมนต์ นอกจากนี้ ยังมีเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจไปกราบนมัสการขอให้ท่านเขียนตะกรุดโทนแขวนคอ ลงเหล็กจารในแผ่นทองกับมือของท่าน เพื่อสวมใส่เป็นขวัญกำลังใจ ในการออกไปรับใช้ชาติในต่างแดน อาทิ เวียดนาม ลาว และเขมร จนได้รับการกล่าวขานเลื่องลือระบือไกล ด้วยพุทธคุณเมตตามหานิยมและแคล้วคลาดภยันตราย

วัตถุมงคลของหลวงปู่เจียมทั้งที่วัดจัดสร้าง และภาครัฐหรือเอกชนขออนุญาตจัดสร้าง รวมทั้งสิ้นประมาณ 50 รุ่น โดยรุ่นแรกออกเมื่อปี2518 ฉลองอายุ 65 ปี เป็นเหรียญรูปเหมือนมี 2 พิมพ์คือ พิมพ์พระอาทิตย์แสงซ้อน และพิมพ์พระอาทิตย์นูน ,พระสมเด็จ 9 ชั้น พระผงนางกวัก และพระบูชา,เหรียญรุ่นสองเป็นพิมพ์เสมารุ่นแรก ออกปี 2522

หลังจากนั้นมีการสร้างวัตถุมงคลฉลองอายุตั้งแต่อายุ 80 ปีจนถึงรุ่นอายุ 96 ปีซึ่งเป็นรุ่นสุดท้าย มีทั้งรูปแบบเหรียญ,รูปหล่อ,พระกริ่ง,ล็อกเก็ต,พระเนื้อผง ฯลฯ

ปีพ.ศ.2537 สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมหลวงปู่เจียมที่วัดอินทราสุการาม เป็นการส่วนพระองค์เพื่อสนทนาธรรม ในโอกาสนี้ หลวงปู่เจียมได้ทูลเกล้าฯถวายวัตถุมงคลพระกริ่งรูปเหมือน รุ่น”รับเสด็จ” และตะกรุดเป็นที่ระลึก

ทั้งนี้ การสร้างตะกรุดหลวงปู่เจียมมีวัตถุ ประสงค์เพื่อมอบให้แก่ทหาร ที่มาปฏิบัติหน้าที่แถบชายแดน จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ทหารหาญ โดยเอกลักษณ์ของท่านคือ “ตะกรุดห้อยคอแขวนเหรียญ”

ตะกรุดพร้อมเหรียญ รุ่น”ทหารพระเจ้าอยู่หัว” เป็นหนึ่งในวัตถุมงคลที่มีประสบการณ์ และเป็นที่หวงแหนของบรรดาทหารอย่างมาก โดยหลวงปู่เจียมตั้งใจทำตะกรุดรุ่นสุดท้ายรุ่นนี้ฝากไว้ในแผ่นดิน และถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสที่ทรงครองราชย์สมบัติครบ 60 ปี เพื่อพระราชทาน แก่ทหารหาญ ที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้ ซึ่งขณะนั้นเกิดสถานการณ์ความไม่สงบ โดยให้ชื่อรุ่นว่า "รุ่นทหารพระเจ้าอยู่หัว" ซึ่งท่านมีความเชื่อมั่นว่า ตะกรุดรุ่นนี้สามารถช่วยทหารและประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยให้พ้นจากอันตรายทั้งปวงได้ ส่วนตัวเหรียญเป็นพิมพ์รูปไข่กับพิมพ์เสมา

พุทธคุณวัตถุมงคลของหลวงปู่เจียม แน่นอนว่าโดดเด่นทางด้านแคล้วคลาดปลอดภัย รวมไปถึงเมตตามหานิยม เป็นข่าวฮือฮาให้เห็นมากมาย!!

สำหรับศิษย์สืบทอดพุทธาคมของหลวงปู่เจียมที่มีชื่อเสียงอยู่ในปัจจุบันคือ พระครูบวรจันทโสภณ หรือ "หลวงปู่จันทร์ เตชวโร" เจ้าอาวาสวัดนาเลิง อ.เดชอุดม จ อุบลราชธานี อายุ 84ปี พระเกจิอาจารย์ผู้ทรงญาณวิเศษ พระป่าธุดงค์ผู้ทรงข้อวัตรปฏิบัติเเห่งเเดนอีสาน

#ฉัตรสยาม



 
 
 

ความคิดเห็น


  • generic-social-link
  • generic-social-link
  • youtube

©2020 by kampeenews. Proudly created with Wix.com

เมื่อเอ่ยถึงจังหวัดสระบุรี คนทั่วไปจะต้องคิดถึง “รอยพระพุทธบาท” ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่ง เดียวในประเทศไทย ที่มีรอยพระพุทธบาทของแท้ประทับรอยอยู่ ในแต่ละปีจะมีทั้งพระภิกษุสามเณรและบุคคลทั่วไป ทั้งจากในประเทศและต่างประเทศตั้งใจเดินทางมากราบนมัสการ เพราะถือว่าหากได้เดินทางไปกราบรอยพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรีแล้ว เป็นมงคลสูงสุดในชีวิตก็ว่าได้

 ไม่ใช่ว่าสระบุรีจะมีแต่สถานที่เท่านั้นที่ศักดิ์สิทธิ์ พระเกจิอาจารย์ของสระบุรีที่มากไปด้วยประสบการณ์ ตั้งแต่อดีตจวบจนถึงปัจจุบันโด่งดังไปทั่วภูมิภาคและในท้องถิ่นมีอยู่เป็นจำนวนมาก อาทิ หลวงพ่อยอด วัดหนองปลาหมอ, พระอุปัชฌาย์กาน วัดโคกโพธิ์, อุปัชฌาย์ตัน วัดอู่ตะเภา, หลวงพ่อลา วัดแก่งคอย, หลวงพ่อย้อย วัดอัมพวัน และหลวงพ่อตาบ วัดมะขามเรียง เป็นต้น

 และยังมีพระสงฆ์ผู้ประพฤติดี ปฏิบัติชอบ ข้อวัตรงดงามยิ่ง โดยเฉพาะวางอุเบกขาได้อย่างยอดเยี่ยม เปี่ยมด้วยความเมตตาบารมีแก่คนทุกชั้นทุกกระดับอย่างเสมอภาค พระสงฆ์รูปนั้นคือ “พระครูอรรถธรรมาทร” หรือ ที่เรียกกันติดปากว่า “หลวงพ่อเฮ็น แห่งวัดดอนทอง” ตำบลดงตะงาว อำเภอดอนพุด จังหวัดสระบุรี ปัจจุบันวัตถุมงคลของท่านถึงจะสร้างไว้ไม่เก่ามาก แต่ความนิยมในหมู่นักสะสมก็ไม่ธรรมดา

 โดยเฉพาะ “เหรียญรุ่นแรก” และ “พระกริ่งดอนทอง” สนนราคาเล่นหาสูงขึ้นเรื่อย

 ตามประวัติ หลวงพ่อเฮ็นท่านถือกำเนิดเมื่อวันเสาร์ที่ 9 ธันวาคม 2454 ตรงกับวันแรม 4 ค่ำ เดือน 1 ปีกุน ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 โยมบิดาชื่อนายอยู่ โยมมารดาชื่อนางเขียว ศิริวงษ์ ซึ่งมีอาชีพเกษตรกร

 เมื่ออายุได้ 8 ขวบได้ ไปศึกษาอักขระสมัยทั้งไทยและขอมกับพระอาจารย์แก้ว วัดพรรณนารายณ์ ซึ่งอยู่ไกล้บ้านของท่าน พออ่านออกเขียนได้ก็ลาจากวัดมาช่วยบิดามารดาประกอบอาชีพ ท่านเป็นคนที่มีร่างกายแข็งแรง ใจคอกล้าหาญอดทนกว้างขวางมีพรรคพวกเพื่อนฝูงมาก ยุคนั้นบ้านกะวาปาลาย แขวงเมืองกำพงธม เป็นแดนนักเลงหัวไม้ มีทั้งชนไก่กัดปลา ข้องอ้อย ฯลฯ เวลามีงานวัดมักจะนัดตีกันเป็นประจำ

 สำหรับนายเฮ็นพรรคพวกเพื่อนฝูงย่องให้เป็นลูกพี่ ด้วยเหตุนี้ทำให้บิดามารดาวิตกเกรงว่าหนทางข้างหน้าอาจจะเสียคน เพราะคบเพื่อนไม่เลือกว่าคนดีคนพาล ต่อมาเมื่อวันพุธที่ 9 ธันวาคม 2474 ปีมะแม เมื่อนายเฮ็นมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ บิดามารดาจึงทำการอุปสมบทให้ ณ พัทสีมาวัดพรรณนารายณ์ ตำบลกะวา อำเภอปาลาย แขวงเมืองกัมพงธม ประเทศกัมพูชา (เขมร) โดยมี พระอุปัชฌาย์แก้ว วัดพรรณนารายณ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์มั่น เป็นพระอนุสาวนาจารย์ พระอุปัชฌาย์ให้ฉายว่า “สิริวังโส”

 เมื่อบวชแล้วก็จำพรรษาอยู่ที่วัดพรรณนารายณ์ ทำอุปัชฌาย์วัตรอาจาริยวัตรตามธรรมเนียมพระนวกะผู้บวชใหม่ และศึกษาพระธรรมวินัยท่องบ่นสวดมนต์จนจบทุกยุคทุกคัมภีร์ มีอุตสาหะจดจำได้แม่นยำและเกิดเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนายิ่ง

 สิ่งสำคัญได้ศึกษาเล่าเรียนในด้านคาถาอาคมจนมีความชำนาญ เจนจัดด้านวิชาแขนงต่างๆ ซึ่งได้รับการถ่ายทอดมาจากหลวงพ่อแก้ว วัดพรรณนารายณ์ ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์แล้ว ท่านจึงได้ตัดสินใจออกธุดงค์รอนแรมมาตามป่าและภูเขาเพื่อแสวงหาที่สงบวิเวกบำเพ็ญสมณธรรม และปฏิบัติสมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน

 ต่อมาได้อยู่จำพรรษาที่ “วัดดอนทอง” เมื่อปี 2479 ระหว่างจำพรรษาอยู่ที่นั่นได้เป็นที่ศรัทธาของชาวบ้านดอนทองมาก ด้วยมีศีลาจารวัตรงดงาม ครั้นเมื่อ หลวงพ่อแพ เจ้าอาวาสวัดดอนทอง มรณภาพลง ชาวบ้านได้นิมนต์หลวงพ่อเฮ็น ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสสืบต่อมา ปี 2535 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรที่ “พระครูอรรถธรรมทร”

 หลวงพ่อเฮ็น ได้สร้างมงคลวัตถุไว้หลายรุ่นหลายแบบ อาทิ ผ้ายันต์อุษาสวรรค์ มีพุทธคุณโดดเด่นด้านเมตตามหานิยม มีความเชื่อว่า เมื่อต้องการใช้ก่อนออกจากบ้าน ให้นำผ้ายันต์อุษาสวรรค์ เช็ดหน้าจากซ้ายไปขวาสามครั้ง ว่ากันว่าจะมีเสน่ห์ไปตลอดทั้งวัน

 หลวงพ่อเฮ็นมรณภาพเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2543 สิริอายุได้ 89 ปี

 สำหรับวัตถุมงคล “ผ้ายันต์อุษาสวรรค์” นั้น เซียนพระเครื่องต่างเสาะแสวงหาสะสมกันเป็นอย่างมาก นอกจากนี้เหรียญรุ่นแรก “เหรียญเสมาหลวงพ่อเฮ็นรุ่นแรก ปี 2529” ยังที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง คณะศิษย์จัดสร้างถวายมุทิตาสักการะในโอกาสครบรอบอายุ 75 ปี ลักษณะเป็นเหรียญปั๊มรูปใบเสมา มีหูห่วง จัดสร้างเป็นเหรียญเนื้อทองแดง

 ด้านหน้าเหรียญตรงกลาง เป็นรูปเหมือนหลวงพ่อเฮ็นนั่งขัดสมาธิเต็มองค์บนอาสนะ 3 ชั้น ด้านใต้ฐานอาสนะเขียนคำว่า “หลวงพ่อเฮ็น สุวรรณศรัทธา” ด้านในขอบโค้งใบเสมาด้านซ้ายล่าง เขียนว่า “พ.ศ.๒๕๒๙” ส่วนด้านขวาของเหรียญเขียนว่า “อายุ ๗๕ ปี” ด้านหลังเหรียญ ตรงกลาง เป็นยันต์ ด้านบนยันต์เขียนว่า “วัดดอนทอง” ขอบโค้งด้านล่าง เขียนคำว่า “ต.ดงตะงาว กิ่ง อ.ดอนพุด จ.สระบุรี” ถือเป็นเหรียญที่ได้รับความนิยมในวงการ มีพุทธคุณโดดเด่นรอบด้านทั้งเมตตามหานิยม แคล้วคลาดปลอดภัย

 ส่วนวัตถุมงคลที่กำลังมาแรงอีกพิมพ์ "พระกริ่งดอนทอง" เป็นรุ่นแรกที่สร้างในวาระหลวงพ่อเฮ็น ครบ 7 รอบ 84 ปี นับเป็นวัตถุมงคลรุ่นพิเศษ ที่ท่านได้มอบหมายให้สร้างขึ้นอย่างพิถีพิถันสมบูรณ์แบบที่สุด ทั้งด้านรูปลักษณ์พิมพ์ทรงที่ได้เน้นความสวยงามคมชัด รวมทั้งในด้านเนื้อหาซึ่งได้มอบชนวนมวลสารศักดิ์สิทธิ์ รวมทั้งแผ่นจารตะกรุดสามพี่น้องของหลวงพ่อตาบ วัดมะขามเรียง ชนวนกริ่งญาณวิทยาคมพร้อมตะกรุดสาม กษัตริย์ของหลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่ จ.นครราชสีมา และแผ่นจารตะกรุดสามกษัตริย์ของหลวงพ่อเฮ็น

 ทั้งหมดได้นำมาหลอมผสมผสานเพื่อให้วัตถุมงคลรุ่นนี้ ทรงคุณวิเศษยิ่งควรค่าแก่การบูชา ได้ผ่านพิธีมหาพุทธาภิเษก เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2537 จุดประสงค์ในการสร้างเพื่อสมทบทุนการศึกษาเด็กนักเรียนที่ขาดทุนทรัพย์ สมทบทุนอาหารกลางวัน และจัดซื้ออุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ วัตถุมงคลรุ่นนี้ผู้ที่มีไว้ครอบครองเคยมีประสบการณ์กันมาแล้วในหลายๆด้าน เด่นทางเมตตา มหานิยม ค้าขาย แคล้วคลาด โชคลาภ

 “พระกริ่งดอนทองรุ่นแรก” ที่จัดสร้างขึ้นเนื้อทองคำ สร้างจำนวน 84 องค์ เนื้อเงินจำนวน 500 องค์ เนื้อนวะจำนวน 500 องค์ เนื้อทองเหลืองจำนวน 200 องค์ ด้านหลังตอกโค้ด “นะ พุท ธา” ชัดเจน เป็นวัตถุมงคลที่มาแรง พิมพ์สวยมีอนาคต ของปลอมแปลงยังไม่มี สนนราคาวิ่งแบบไม่คงที่ ขึ้นติดอยู่ในระดับหลักพันกลางๆ  

 วัตถุมงคลของหลวงพ่อเฮ็นจึงเปี่ยมล้นด้านพุทธคุณ ทั้งคลาดแคล้วคงกระพันชาตรี, เมตตาค้าขายมหาเสน่ห์ และแก้อาถรรพณ์มนต์ดำขับไล่เสนียดจัญไรทั้งปวง เก็บสะสมไว้ไม่มีคำว่าผิดหวัง ในไม่ช้าไม่นานจะกลายเป็นวัตถุมงคลที่มากด้วยราคาและหายากยิ่ง

 นักสะสมมือใหม่รีบหาไว้บูชาด่วน!!!

bottom of page