เปิดตำนาน"“หลวงพ่อชม-หลวงปู่หวล" 2เกจิดังผู้สร้างสรรค์วัดพุทไธศวรรย์

เปิดตำนาน"“หลวงพ่อชม-หลวงปู่หวล"
2เกจิดังผู้สร้างสรรค์วัดพุทไธศวรรย์
วัดพุทไธศวรรย์ ต.สำเภาล่ม อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรี อยุธยา เป็นวัดที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในสมัยอยุธยา ตามประวัติศาสตร์กล่าวกันว่า เป็นวัดที่สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) โปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นเมื่อปีพ.ศ.1896 รวมอายุจนถึงปัจจุบัน (ปี2569) 673 ปี
สมัยกรุงศรีอยุธยามีบันทึกเกี่ยวกับวัดไว้ในหลายช่วง ซึ่งบอกเล่าว่าที่แห่งนี้เป็นสถานที่สำคัญในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ หรือแม้แต่เป็นสถานที่ตั้งค่ายรบ อีกทั้งเล่าขานกันว่าอดีตวัดแห่งนี้เป็นสถานที่ฝึกอาวุธยุทโธปกรณ์ของทหารก่อนที่จะออกศึกสงคราม จึงเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ด้านอยู่ยงคงกระพัน
ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์มีการบันทึกอ้างถึงวัดพุทไธศวรรย์หลายครั้ง โดยในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงครองราชย์ครบ 60 ปี ทรงสถาปนาให้วัดนี้เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ
อดีตเจ้าอาวาสที่มีชื่อเสียงและบทบาทสำคัญในการพัฒนาวัดที่ต้องกล่าวขานถึงก็คือ "หลวงพ่อชม พรหมโชติ" (พระครูอุปเทศธรรมวินัย) ยอดพระเกจิผู้มีภูมิหลังอันน่าอัศจรรย์ ท่านได้ศึกษาวิชาอาคมจากสำนักวัดบ้านฟ้าเลื่อม ซึ่งเป็นตักศิลาแห่งภาคอีสานที่มีความเกรียงไกรเทียบเท่าสำนักวัดประดู่ทรงธรรมแห่งกรุงเก่า และสำนักเขาอ้อแห่งภาคใต้
ท่านเป็นผู้สำเร็จวิชา "พญาเสือโคร่ง" อันลือลั่น ที่เคยแสดงปาฏิหาริย์นั่งสมาธิแปลงร่างเป็นเสือโคร่งให้ศิษย์ได้ประจักษ์เป็นขวัญตา เมื่อท่านได้มาปกครองวัดพุทไธสวรรค์ ท่านได้สร้างคุณูปการอย่างใหญ่หลวง ทั้งในด้านการบริหารคณะสงฆ์ การบูรณะปฏิสังขรณ์เสนาสนะ ตลอดจนการเมตตารักษาโรคภัยไข้เจ็บให้แก่ชาวบ้าน จนชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วเมืองกรุงเก่า
ท่านจำพรรษาอยู่วัดต่างๆ ในเขตอยุธยาและท้องถิ่นใกล้เคียงหลายวัด
โดยกล่าวกับลูกศิษย์อยู่เสมอว่า ท่านไม่ชอบอยู่วัดไหนนาน ยิ่งเป็นวัดที่เจริญแล้วมั่นคงแล้วยิ่งไม่อยากอยู่ ท่านชอบแสดงฝีมือในการก่อสร้างบูรณะ โดยอาศัยวิชาความรู้ที่ได้เล่าเรียนมาเป็นเครื่องช่วยค้ำจุนหนุนนำ ทำให้เกิดความสำเร็จอย่างรวดเร็วทุกวัด วิชาความรู้ทางด้านไสยเวท แพทย์แผนโบราณและคาถาอาคมต่างๆ
วัดที่ท่านย้ายไปจำพรรษาอยู่นั้น เสนาสนะที่สำคัญและเป็นหลักของวัด เช่น โบสถ์ และการเปรียญ ล้วนแล้วแต่สำเร็จลงด้วยฝีมือและวิชาความรู้ของท่านทั้งนั้น จนกระทั่ง พระญาณไตรโลก ( ฉาย คงฺคสุวณฺโณ )เจ้าคณะจังหวัดอาราธนาให้ย้ายมาเป็นเจ้าอาวาสปกครองดูแลและบูรณะพัฒนาวัดพุทไธศวรรย์ ก่อนมรณภาพลงเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2475 สิริอายุ 65 ปี 45 พรรษา
ในด้านวัตถุมงคล หลวงพ่อชมได้ทิ้งมรดกชิ้นเอกไว้ให้แก่แผ่นดิน คือเหรียญรุ่นแรก ปี พ.ศ. 2470 ซึ่งจัดสร้างขึ้นเพียงรุ่นเดียวเท่านั้น และได้รับการยอมรับให้เป็นหนึ่งใน "เบญจภาคีพระเหรียญประจำจังหวัดพระนคร ศรีอยุธยา" อันได้แก่
1.หลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ
2.หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก
3.หลวงพ่อขัน วัดนกกระจาบ
4.หลวงพ่อชม วัดพุทไธสวรรค์
5.หลวงพ่อเพ็ชร วัดนนทรีย์
ด้วยจำนวนการสร้างที่น้อยมาก ทำให้เหรียญรุ่นนี้กลายเป็นวัตถุมงคลที่หาชมได้ยากยิ่ง บ้างก็ว่า หายากกว่าเหรียญหลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ
ด้านพุทธคุณครบเครื่อง ทั้งมหาอำนาจเมตตามหานิยม และแคล้วคลาดคงกระพัน เป็นที่เสาะแสวงหาและหวงแหนของนักสะสมพระเครื่องทั่วประเทศ
อดีตเจ้าอาวาสอีกหนึ่งองค์ที่มีคุณูปการแก่วัดและมีผู้เลื่อมใสศรัทธาอย่างมากก็คือ พระพุทไธศวรรย์วรคุณ หรือ"หลวงพ่อหวล ภูริภัทโท" ท่านเป็นชาวอ่างทอง เกิดวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2472 บวชที่วัดพุทไธศวรรย์ จบนักธรรมชั้นเอก ปกครองวัดตั้งแต่ปี2498 จนมรณภาพเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2563 สิริอายุ 91 ปี 70 พรรษา
ท่านมีชื่อเสียงมากในเรื่องการสร้างและปลุกเสกวัตถุมงคลประเภท "เหล็กไหล" ที่ลูกศิษย์และนักสะสมนิยมแสวงหา
โดยเฉพาะในช่วงสมัยที่ เป็นเจ้าอาวาส ก็ได้ทำพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลเหล็กไหล ใครรับไปบูชาก็รอดพ้นจากอันตราย ไม่มีใครทำร้ายได้
ท่านเป็นกำลังสำคัญในการทะนุบำรุงและปรับปรุงฟื้นฟูวัดพุทไธศวรรย์ให้มีความเจริญรุ่งเรืองและเป็นที่รู้จักของประชาชนทั่วไป โดยเป็นผู้นำในการบูรณะซ่อมแซมโบราณสถาน โบราณวัตถุภายในวัดให้มีสภาพสวยงามมั่นคงแข็งแรง อุโบสถ วิหาร พระพุทธรูปภายในพระระเบียงรอบองค์พระปรางค์ พระพุทธรูปภายในวิหารต่างๆ หลายหลังเท่าที่สามารถทำได้
นอกจากนี้ ท่านยังได้พัฒนาปรับปรุงพื้นที่ว่างภายในวัดให้เป็นระเบียบ สวยงาม เช่น จัดทำสวนดอกไม้ประดับ และปลูกสวนป่าตามโครงการของสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เป็นต้น
ด้านการสร้างพระเครื่อง-วัตถุมงคลนั้น เป็นศิษย์สืบทอดพระเวทวิทยาคมสายวัดประดู่ทรงธรรมจากหลวงพ่อเทียม วัดกษัตราธิราช มีวิชาเล่นแร่ แปรธาตุ ถึงขนาดลูกศิษย์ลูกหาร่ำลือกันว่า หลวงพ่อหวลตัดเหล็กไหลหลอมเหล็กไหลได้
วัตถุมงคลประเภทเหรียญรุ่นแรก มีประสบการณ์โด่งดังแพร่สะพัดไปทั่วตั้งแต่ปี พ.ศ.2515 ส่วนเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ได้รับบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธา จะนำไปพัฒนาวัดและส่งเสริมด้านการศึกษาทั้งสิ้น



ความคิดเห็น